เมนู

บทความล่าสุด

นวนิยาย Romantica

การเขียนนวนิยายอีโรติก

ผู้กำลังออนไลน์

· บุคคลทั่วไปออนไลน์: 1

· สมาชิกออนไลน์: 0

· สมาชิกทั้งหมด: 728
· สมาชิกใหม่: kunyada

เจ้านกเอี้ยงตีวิดทำไร

เข้าสู่ระบบ

ชื่อ

รหัสผ่าน



ไม่ได้เป็นสมาชิก?
คลิกที่นี่ เพื่อลงทะเบียน.

ลืมรหัสผ่าน?
ขอรหัสผ่าน ที่นี่.

ฝากข้อความ

คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อฝากข้อความ.

22/01/2017 14:17
สวัสดีคะทุกท่าน Smile

01/04/2014 13:05
จะเริ่มลงห้วงเสน่ห
า ไฟอารมณ์ต่อแล้วค่ะ
ตอนนี้ขอลงสามบทแรก
รวดฟื้นความจำจ้า

27/11/2013 17:05
ขอให้อ่านสนุก มีความสุขนะคะ ขอบคุณค่ะ ^--^ Smile

26/11/2013 09:46
ได้รับหนังสือแล้วน
ะค่ะ ขอบคุณมากคะ จะกลัีบไปอ่านทันที
เลยคะ : Smile Pfft Grin Angry

17/05/2013 15:06
ฮ่าๆๆๆ มาเริ่มตรงนี้แล้วก
ันนะ...คงจะพอมีเรื
่องให้เขียนไปได้เร
ื่อย ๆ จนจบ

22/03/2013 18:07
งานหนังสือ ไม่มีค่ะ แต่หลังงานประมาณ พฤษภาคม เรื่องของแปรจันทร์
"พรรักจากพระจันทร์" น่าจะวางแผงได้ค่ะ Smile Smile

22/03/2013 15:54
ในงานสัปดาหนังสือจ
ะมีไรให้อ่านไม๊คะ

26/02/2013 23:28
ยังไงก็รอค่ะคุณฟี่
เพราะชอบที่มีเรื่อ
งซ้อนเหมือนบันทึกร
้อยวันดี ^^

18/02/2013 19:06
มายาร้าย คืบหน้าแต่ส่วนของ เวธกา-ราเมศค่ะ ส่วนของม่านราตรี - ชนเขต ยังนิ่งอยู่ รอหน่อยนะคะ ^--^

16/02/2013 21:41
มีวี่แววว่ามายาร้า
ยจะออกบ้างมั้ยคะ คุณฟี่ อิอิ...รออยู่น้า

ดูกระทู้

 พิมพ์กระทู้
ห้วงเสน่หา ไฟอารมณ์ บทที่ 1-3
Niree
#1 พิมพ์ข้อความ
โพสเมื่อ 01-04-2014 11:52
สมาชิก

ข้อความ: 99
เข้าร่วม: 04.11.09

บทที่ ๑

‘จงทำเพื่อเมืองเพทายของเรา และชีวิตของท่านพ่อนะลูก’

เสียงกระซิบสั่งครั้งสุดท้ายของมารดาก่อนฟองฟ้าจะขึ้นเสลี่ยงจากมาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่รั้งขาทั้งสองข้างของนางไว้ไม่ให้วิ่งเตลิดเมื่อโดนปล่อยไว้เพียงลำพังหน้าถ้ำใหญ่บน ผาอสุรา แห่งนี้

ขบวนเสลี่ยงที่มาส่งจากไปนานแล้ว แต่ฟองฟ้ายังยืนนิ่งเหมือนถูกตอกด้วยหมุดอยู่เช่นนั้น จนแสงสุดท้ายของวันลาลับไป ไม่มีสรรพเสียงแห่งชีวิตใดแว่วให้ได้ยิน ประหนึ่งว่านางอาจจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยังมีลมหายใจอยู่ที่นี่

แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่รอคอยการมาของนางอยู่ในถ้ำนั้นล่ะ...มีลมหายใจดังมนุษย์ธรรมดาเช่นนางหรือไม่

ฟองฟ้าเพ่งมองเข้าไปในถ้ำมืดมิดน่าประหวั่นพรั่นพรึง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือใครคนหนึ่งหรือสิ่งหนึ่งซึ่งซ่อนเร้นกายอยู่ในนั้นกับคำร่ำลือกันถึงความอัปลักษณ์ราวอสูรกาย ชั่วร้ายยิ่งกว่าปีศาจ มีฤทธิ์อำนาจที่สามารถบดขยี้ทุกเมืองที่ไม่ยอมศิโรราบ และ ‘คนนั้น’ หรืออาจจะเป็น ‘อสูรตนนั้น’ คือ เจ้าบ่าวของนาง

เจ้าบ่าวที่ไม่เคยได้พบหน้า คืนวิวาห์สงัดเงียบ เรียบง่าย

เรียบง่ายเสียจนหัวใจของฟองฟ้าสะอื้นไห้กับความรู้สึกเหมือนหญิงไร้ค่า แค่ขึ้นเสลี่ยงมาพลีกายให้ชายถึงที่ แม้นว่าในความจริงแล้วการแต่งงานครั้งนี้มีมูลค่ามหาศาลนัก เพราะแลกด้วยคำสัญญาว่าทุกชีวิตในเมืองเพทายของนางจะปลอดภัยจากอริต่างศาสนา และยาทิพย์ที่จะช่วยยืดชีวิตบิดาผู้เป็นพ่อเมืองที่ใกล้สิ้นลมจากพิษบาดแผลฉกรรจ์ครั้งออกศึกปกป้องเมืองเมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

มีคำกล่าวว่า ‘ในเวลาตกอับ จะเห็นมิตรแท้’ แต่มันไม่จริงสำหรับเมืองเพทาย

ในเวลานี้ที่เมืองเพทายใกล้หมดสิ้นทุกอย่าง ฟองฟ้าไม่เห็นแม้แต่เงาของใครสักคนที่เคยเรียกว่ามิตรจะหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้
เมื่อก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้นมีผู้ครองเมืองมากมาย ต้องการสานมิตรภาพกับเพทาย เพื่อนำไปสู่สิ่งที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่านั้นคือการได้ครอบครองนาง ซึ่งเป็นธิดาคนเล็กสุดของพ่อเมืองเพทาย

ฟองฟ้ารู้ดีว่าตนงดงามเพียงใด รูปโฉมที่กวีทั่วแผ่นดินต่างแข่งกันบรรยายอย่างเลิศเลอ ยกนามนางว่าเป็นโฉมงามเทียบเท่า ‘เทวีแห่งความรัก’ เทพที่ทรงความงามที่สุดในหล้า

ทว่าความงามเช่นนั้นจะมีประโยชน์อะไรถ้าต้องสูญเสียครอบครัว และเมืองอันเป็นที่รัก แล้วสวรรค์หรืออาจเป็นนรก ได้ให้โอกาสที่นางจะรักษาทุกสิ่งไว้ได้ ยกเว้น...พรหมจรรย์

สาส์นสู่ขอจาก ‘ถ้ำอสุรา’ ที่เชื่อกันว่ามีอสุรกายที่ทรงอำนาจที่สุดอยู่ที่นั่นมาถึงมารดาอย่างลึกลับ นางยังจำภาพมือบอบบางของมารดาสั่นระริกขณะที่ถือกระดาษสาเนื้อดีขึ้นอ่าน

ในเวลาที่ใกล้ตาย ไม่สำคัญว่ามือที่ยื่นมาช่วยชีวิตจะเป็นมือของใคร ฟองฟ้าไขว่คว้ามือนั้นไว้แม้นรู้ทั้งรู้ว่ากำลังถูกดึงลงสู่อเวจี

“เจ้าจะยืนอยู่ตรงนั้นจนเช้าหรือฟองฟ้า”

ฟองฟ้าแทบผวาเมื่ออยู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มของผู้ชายคนหนึ่ง หรืออาจจะเป็นอสูรตนหนึ่งแทรกขึ้นมาในความมืดมิดและสงัดเงียบ แต่ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรืออสูร เสียงนั้นต้องเป็นของเจ้าบ่าวของนางอย่างแน่นอน

“ขอโทษที่ทำให้เจ้าตกใจ”

น้ำเสียงนั้นให้ความรู้สึกเช่นคำพูด และยังนิ่มนวลจนธิดาแห่งพ่อเมืองเพทายไม่อยากเชื่อหูตัวเอง อสูรกายจะมีเสียงไพเราะขนาดนี้เชียวหรือ และอสูรกายจะถ่ายทอดความอุ่นซ่านด้วยคำพูดไม่กี่คำได้อย่างไร หรือว่านี่เป็นกลลวงล่อเพื่อให้เหยื่อตายใจ

“ไม่เป็นไร” ฟองฟ้าตอบเบาๆ อย่างเย็นชา พยายามมองฝ่าความมืดไปที่ต้นเสียงที่เห็นเพียงเงาร่างสูงใหญ่รางๆ อยู่ลึกจากปากถ้ำเข้าไปเล็กน้อย

“ข้ารอเจ้าอยู่ข้างในนานมาก เลยออกมาตาม”

“กลัวข้าหนีหรือไง” อารมณ์หม่นหมองที่สะสมมานานทำให้ฟองฟ้าหงุดหงิดอย่างไร้เหตุผล และพร้อมจะระเบิดมันออกมาทุกเมื่อเพียงแค่มีตัวกระตุ้นเพียงเล็กน้อย เช่นการคิดว่าเจ้าบ่าวในความมืดไม่ไว้ใจ คิดหรือว่านางจะหนีเอาตัวรอดโดยทิ้งบิดาและบ้านเมืองเอาไว้เบื้องหลังได้

“ข้าไม่กลัวเจ้าหนีหรอก ข้ากลัวว่าเจ้าจะเป็นอันตรายมากกว่า”

ถึงแม้นน้ำเสียงเจ้าบ่าวที่นางไม่เคยเห็นหน้าจะฟังอ่อนโยนจริงใจเพียงใด แต่ไม่อาจฝ่าความเคลือบแคลงใจของนางได้

“อยู่หน้าถ้ำอสูรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ยังจะมีอะไรกล้าทำร้ายข้าได้อีก นอกจาก...” นางทิ้งช่วงคำพูดเมื่อคิดได้ว่ากำลังทำตัวพาล

“นอกจากข้าใช่ไหม” อสูรพูดต่อให้เสร็จ แล้วหัวเราะเหมือนเห็นเป็นเรื่องขำ

“ท่านพูดเอง” ฟองฟ้ากระแทกเสียงใส่ หมั่นไส้กับความอารมณ์ดีของอสูร ภาพมากมายที่สร้างขึ้นในหัวก่อนมาที่นี่ไม่มีสักภาพที่สร้างให้อสูรมีอารมณ์ขัน

“เจ้านี่ไม่เหมือนกับที่ข้าคิดไว้เลย ช่าง...ปากเก่ง”

ในน้ำเสียงของอสูรไม่มีสักนิดที่จะเป็นการต่อว่า แต่ในความมืดที่ไม่สามารถเห็นท่าทางของอีกฝ่ายฟองฟ้าไม่แน่หรอกว่าจะไม่มีนัยที่ไม่ดีในคำพูดนั้น

“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าท่านคิดว่าข้าเป็นอย่างไรเวลาเขียนแค่ตัวหนังสือไปสู่ขอ แต่ข้าก็จะเป็นของข้าอย่างนี้ ข้าไม่ชอบหลอกลวงใคร ถ้าท่านชอบสาวอ่อนหวานนอบน้อมเป็นใบ้ ท่านก็เลือกคนผิดแล้ว ทีนี้จะส่งข้าคืนก็ได้นะ”

“นอกจากปากเก่งแล้ว ยังขี้ใจน้อยอีกด้วย แล้วไม่กลัวหรือว่าถ้าข้าเปลี่ยนใจไม่ต้องการเจ้า พ่อของเจ้าก็จะไม่ได้ยา เมืองของเจ้าก็จะถูกย่ำยี”

อสูรยังคงอารมณ์ดี แต่อารมณ์ดีๆ ของฟองฟ้าวูบหายไปหมด

“ถึงข้าจะปรารถนาสุดใจให้ท่านพ่อรอดชีวิต ให้เมืองเพทายพ้นการรุกราน แต่ข้ายังมีศักดิ์ศรี ข้ายอมเป็นเจ้าสาวของท่านแต่ไม่ใช่ทาสของท่าน”

“โอ้ เจ้าสาวของข้าช่างดุเดือดนัก เอาล่ะเรามาพูดให้เข้าใจกันก่อนก็ดี แต่เจ้าคงไม่คิดจะพูดกับข้าตรงหน้าถ้ำอย่างนี้ตลอดคืนหรอกนะ บอกตรงๆ ข้าเมื่อยแล้ว เข้ามาข้างในเถอะเจ้าสาวคนสวยของข้า”

ฟองฟ้าร้อนวูบวาบไปทั่วร่างเมื่อได้ยินน้ำเสียงทอดหวานในตอนท้าย แค่เสียงของอสูรทำไมถึงมีอิทธิพลถึงเพียงนี้ ความไม่พอใจกับการถูกยั่วเย้าเมื่อครู่บางเบาลงอย่างรวดเร็ว

“นิ่งอยู่ทำไมฟองฟ้า เจ้าคงไม่คิดกลัวข้าขึ้นมาหรอกนะ”

ฟองฟ้าใช้การก้าวเดินไปหาเงาสูงทะมึนแทนคำตอบ ฟองฟ้าแห่งเมืองเพทายเป็นอะไรได้มากมายแต่ไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่ทว่าทุกย่างก้าวที่ยิ่งใกล้อสูรเท้าทั้งสองกลับยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ แล้วสดุดกันเองจนนางล้มลงอย่างไม่เป็นท่าเมื่อไม่อาจเห็นเส้นทางได้กระจ่าง

“ว้าย!”

ฟองฟ้าร้องออกอย่างลืมตัวเมื่อเสียการทรงตัว แล้วพอรู้สึกว่าร่างกำลังจะกระแทกกับพื้นก็มีมือคู่หนึ่งดึงนางขึ้นมาสู่อ้อมอกกว้างทันเวลา

“เห็นแล้วใช่ไหมว่าอันตรายไม่ได้มาจากข้า” อสูรทำเสียงเหมือนกำลังกลั้นหัวเราะอยู่ในลำคอ กระชับร่างในอ้อมแขนแน่นขึ้น

ในอ้อมกอดรัดแน่นของอสูร ฟองฟ้าสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแขนแกร่งแน่น และแผงอกกว้างใหญ่ที่เบียดชิดกับหน้าอกของนาง หญิงสาวได้แต่ยืนนิ่งงัน ทั้งที่ภายในใจปั่นป่วนด้วยฤทธิ์อารมณ์หลากหลายทั้งโกรธทั้งอายในความซุ่มซ่ามของตัวเอง และอีกหนึ่งอารมณ์ที่บอกไม่ได้ว่าคืออะไรที่ทำให้ทั่วร่างหวิววาบเช่นนี้

“ให้ข้าช่วยพาเจ้าเข้าไปข้างในถ้ำนะ ในนั้นมืดกว่าข้างนอกมาก คนไม่ชินทางเดี๋ยวจะหกล้มอีก”

ฟองฟ้ากำลังจะเผยอปากบอกปฏิเสธแต่ไม่ทันอีกฝ่ายที่ช้อนอุ้มร่างนางอย่างรวดเร็วราวกับว่าไร้น้ำหนักใดๆ

“ท่าน ! ปล่อย ข้าเดินเองได้” ในที่สุดนางก็ร้องห้ามออกมาจนได้

“อย่าดิ้นซิเจ้า นี่เป็นประเพณีของพวกข้าด้วย เจ้าบ่าวต้องอุ้มเจ้าสาวเข้าห้องหอ”

ห้องหอ...ร่วมหอ...เวลาที่เลี่ยงไม่พ้น

“ตัวเจ้าเย็นเฉียบเชียว”

นี่คงเป็นเวลาเดียวจริงๆ ที่ความรู้สึกของฟองฟ้าใกล้เคียงกับความกลัว

“ข้าไม่ใช่อสูรที่น่ากลัว”

เสียงกระซิบนุ่มนวลอ่อนหวานเช่นนั้นต่างหากที่ทำให้คนที่ไม่เคยกลัวอะไรง่ายๆ อย่างฟองฟ้า ถึงกับชาวาบสะท้านสั่นในอ้อมกอดของเจ้าบ่าวที่ซ่อนเร้นความอัปลักษณ์ไว้ในความมืด อสูรที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายรับมือได้ง่ายกว่าอสูรที่อ่อนโยนเช่นนี้

ความโหดร้ายไม่สามารถทำให้ผู้หญิงที่เคยแอบติดทัพออกรบมาแล้วอย่างนาง...กลัว
แต่ความอาทรอ่อนโยนต่างหากที่ทำให้นาง...กลัว...กลัวใจตัวเองจะอ่อนแอ

“ข้าไม่เคยคืนคำที่พูด ข้าพร้อมช่วยพ่อและเมืองของเจ้าเสมอ และข้าไม่มีทางส่งคืนเจ้าสาวอย่างเจ้าเด็ดขาด ข้าชอบที่เจ้าเป็นตัวของตัวเองอย่างนี้ เข้มแข็ง กล้าหาญ และแสนงดงาม แต่ข้าขอจากเจ้าเพียงไม่ให้เห็นหน้าข้าเท่านั้น”

อสูรพูดต่อด้วยเสียงทุ้มน่าฟัง แต่หนักแน่น ขณะที่อุ้มร่างของเจ้าสาวฝ่าความมืดสนิทเข้าไปในถ้ำลึกอย่างแคล่วคล่องโดยไม่ต้องอาศัยแสงไฟนำทาง

“ทำไม” ฟองฟ้ารีบถามในสิ่งที่ค้างคาใจตั้งแต่อ่านเงื่อนไขนั้นจากสาส์นสู่ขอ

“ข้ารู้ว่าคำขอนี้แปลกประหลาด แต่คนอัปลักษณ์อย่างข้าคงทนเห็นสายตารังเกียจของผู้หญิงที่ข้ารักไม่ได้ เจ้าเข้าใจไหม”

“รัก... รักข้าตั้งแต่เมื่อไหร่”

ฟองฟ้าทวนคำอย่างงุนงง ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำว่า ‘รัก’ จากปากอสูร ทั้งไม่คาดคิดว่าอสูรยอมให้ความช่วยเหลือเมืองเพทายเพราะ ‘รัก’ นาง

“ตั้งแต่แรกเห็น ในวันที่เจ้าออกมาสอนผู้หญิงและเด็กชาวบ้านยิ่งธนู ตั้งแต่วันนั้นข้าก็เฝ้ามองเจ้ามาตลอด”

เพราะบิดาและมารดาของฟองฟ้ามีแต่ธิดาสามคน พี่สาวทั้งสองก็ออกเรือนไปอยู่ต่างเมืองหลายปีแล้ว จึงเหลือแต่นางเท่านั้นที่เป็นกำลังคอยช่วยบุพการีในทุกๆ ด้านที่สามารถทำได้ แม้นบางอย่างจะไม่ใช่สิ่งที่กุลสตรีสูงศักดิ์ควรทำ เช่นการฝึกอาวุธ แต่เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงครามเช่นนี้ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อช่วยกันปกป้องบ้านอันเป็นที่รักของทุกคน นางจึงฝ่าฝืนคำห้ามของมารดาออกมาจากเขตใน เพื่อฝึกปรือผู้หญิงและเด็กโตให้พอมีทักษะการต่อสู้บ้าง ไม่ใช่ยืนเฉยคอยความตาย หรือวิ่งหนีเท่านั้น

“ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรดี” ฟองฟ้าไม่สามารถพูดสิ่งใดได้มากกว่านั้นจริงๆ

“ไม่ต้องพูดอะไร ข้าไม่ขอให้เจ้ามาบอกรักข้าตอบตอนนี้ ขอแค่เจ้าอยู่กับข้าในยามค่ำคืนที่นี่ตลอดการแต่งงานของเรา”

“หมายความว่าท่านแค่ต้องการครอบครองตัวข้าใช่ไหม ไม่สนใจว่าใจข้าจะรู้สึกยังไง” นางไม่อาจยั้งคำต่อว่าต่อขาน ถึงแม้นวิวาห์คืนนี้จะเป็นไปโดยสมัครใจ หากแต่เป็นการบังคับให้ต้องยอมรับมากกว่า บังคับด้วยเหตุการณ์แวดล้อมที่ไม่มีลูกคนไหนไม่ทำถ้าสามารถช่วยชีวิตพ่อของตัวเองได้ พร้อมกับพ่อ แม่ ลูก ของผู้คนอีกมากมาย

อสูรหยุดเดินแล้วค่อยๆ วางร่างนางลงบนสิ่งหนึ่ง แค่หลังแตะความเนียนลื่นของเนื้อผ้าที่คลุมทับความอ่อนนุ่มของฟูกเบื้องล่าง ธิดาคนเล็กของพ่อเมืองเพทายก็เดาได้ว่ามันคืออะไร ที่นอนของอสูร

“มันเป็นวิธีเดียวที่ข้าทำได้เพื่อช่วยเจ้า อย่าโกรธข้าเลยที่รัก”

ร่างใหญ่โตของอสูรค่อยๆ โน้มลงมาใกล้ขึ้นๆ จนฟองฟ้ารู้สึกถึงลมหายใจอุ่นจนเกือบร้อนเป่ารดห่างจากใบหน้าเพียงแค่คืบ

โอ้! อสูรกำลังจะใช้สิทธิ์เจ้าบ่าวใช่ไหม

แต่นางยังไม่พร้อม นางยังต้องการเวลา นางทนรับสัมผัสจากเจ้าบ่าวที่ไม่เคยเห็นหน้าไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะรูปงามหรือรูปชั่ว นางก็ต้องการจะรู้จักตัวตนจริงๆ ของคู่ชีวิต ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเขาเช่นนี้

“อย่า!” ฟองฟ้าส่งเสียงแผ่วหวิวในความมืด เบือนหน้าหนีจากปลายจมูกของอสูรได้อย่างหวุดหวิด แต่เพียงปฏิกิริยาแค่นั้นก็ทำให้อสูรหยุดชะงัก เงาร่างทะมึนผละห่างออกไปในทันที




บทที่ ๒

“เจ้ารังเกียจ”

อสูรถามด้วยเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยความเศร้าที่เหมือนคมมีดกรีดใจคนฟังให้เจ็บปวดด้วยความรู้สึกผิดได้

“ข้ายัง...ไม่พร้อม” ฟองฟ้ารีบลุกขึ้นนั่ง เขยิบตัวถอยห่างจากร่างสูงใหญ่ในความมืดโดยไม่รู้ตัว รู้สึกดีใจเป็นครั้งแรกที่อสูรไม่ต้องการให้เห็นหน้า ไม่เช่นนั้นนางคงทรมานด้วยความรู้สึกผิดมากกว่านี้ ถ้าต้องสบสายตาของอีกฝ่าย

“อ้า...ข้าคงเร่งรัดเจ้าเกินไปซินะ”

อสูรร้ายที่นางเคยได้ยินเรื่องราวไม่อ่อนโยนเช่นนี้ ถ้าสิ่งที่ฟังมานั้นผิดล่ะ ถ้าอสูรที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าบ่าวของนางไม่ได้ชั่วร้าย สิ่งที่นางทำในขณะนี้คือการซ้ำเติมผู้ที่เคยโดนทำร้ายจิตใจแค่เพียงเพราะรูปกายไม่งดงาม

“ข้าขอโทษ” ฟองฟ้าบอกเสียงแผ่ว

“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษ ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า ไม่มีโฉมงามคนไหนจะต้องการครองคู่กับอสูรรูปชั่ว ถ้าไม่เพราะข้าใช้ชีวิตพ่อของเจ้าและความปลอดภัยของเมืองเพทายบีบบังคับ เจ้าคงไม่มาอยู่ที่นี่ อสูรอัปลักษณ์ที่วาดฝันหวานเกินตัวก็ต้องเจ็บเช่นนี้แหละ ข้าชินเสียแล้ว”

นางได้ยินเสียงขยับตัว เห็นเงาสูงใหญ่ของอสูรลุกขึ้นยืนและกำลังจะเดินจากไป “ท่านจะไปไหน”

“ข้าจะออกไปหน้าถ้ำสักพัก เจ้าหลับให้สบายเถิดฟองฟ้า คืนนี้ข้าจะไม่รบกวนเจ้าอีก แล้วไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้ข้ายังคงส่งยาทิพย์ไปให้พ่อของเจ้าตามสัญญา” อสูรยังคงพูดด้วยเสียงเรียบๆ แต่ตัดพ้ออยู่ในที

ฟองฟ้ากัดปากตัวเองจนเจ็บเพื่อไม่ให้ความสงสารทำให้เอ่ยปากขอให้อสูรอยู่ นางยังไม่พร้อมสำหรับการเป็นเจ้าสาวจริงๆ แต่นางก็ควรพูดอะไรบ้างไม่ใช่หรือ

“ขอบคุณ”

“มีเทียนกับไม้จุดไฟอยู่ในหีบเล็กข้างที่นอน ในเวลากลางคืนที่ข้าไม่อยู่เจ้าจุดเทียนไว้ได้ ส่วนเวลากลางวันเจ้ามีอิสระที่จะไปไหนก็ได้ แต่ต้องกลับมาที่นี่ก่อนพระอาทิตย์ตก ข้ายกที่นี่และทุกสิ่งในนี้ให้เจ้า...ฝันดีนะเจ้าสาวของข้า”

เสียงของอสูรค่อยๆ จางหายไปในความมืด แต่กลับมาสะท้อนก้องอยู่ในหัวของฟองฟ้าจนทนอยู่นิ่งไม่ไหว นางควานหาหีบเล็กตามทิศทางที่อสูรบอก พบสิ่งที่ต้องการในนั้น พอจุดเทียนเล่มใหญ่ซึ่งให้แสงส่องสว่างไสวเป็นพิเศษไปทั่วคูหา ทำให้เห็นสิ่งที่มีไว้เพื่อนางได้ชัดเจน และทำให้ความรู้สึกผิดยิ่งท่วมท้นล้นออกมา

ฟองฟ้าไม่เคยเห็นห้องไหนจะสวยงามเท่าห้องนี้มาก่อนในชีวิต ห้องที่สร้างขึ้นจากคูหาธรรมชาติที่แสนเพริศแพร้ว เพดานสูงประดับด้วยช่อหินงอกหลากสีย้อยเป็นชั้นๆ ลงมาอย่างอ่อนช้อย หินสีนั้นส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงเทียนทำให้จินตนาการถึงหมู่ดาราที่กำลังทอแสงบนท้องฟ้าอยู่เบื้องนอก ผนังรอบด้านก็เช่นกันเปล่งประกายวูบวาบล้อแสงไฟราวกับมีเพชรเม็ดเล็กๆ ฝังอยู่

เพชร...ความสงสัยบางอย่างผุดขึ้นมาในสมองของฟองฟ้า นางลุกขึ้นจากฟูกนอนนุ่มขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนตั่งไม้กลางคูหาที่แค่เห็นเพียงแวบเดียวภายใต้แสงเทียนก็ดูออกแล้วว่าสลักลวดลายอย่างวิจิตร ฟองฟ้าประคองเทียนเล่มใหญ่ไปส่องดูใกล้ๆ ผนังถ้ำนั้น แล้วแทบจะร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น

เป็นเพชรจริงๆ มีมากมาย และขนาดไม่เล็กเลย ฝังตัวกระจายไปทั่วผนังทุกด้าน และตอนนี้นางชักไม่แน่ใจแล้วว่าแสงระยิบระยับจากหินย้อยบนเพดานถ้ำอาจจะเป็นประกายจากแสงเพชรด้วยหรือไม่

ทั้งหมดนี้เป็นของนาง คูหาที่เต็มไปด้วยเพชร มันจะทำให้นางกลายเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดิน ทว่าความมั่งคั่งที่ไร้ความสุข ไร้อนาคต มันช่างว่างเปล่า และไร้ประโยขน์

ความตื่นเต้นในเบื้องแรกหายวับไปทันที ฟองฟ้ากลับมาเผชิญหน้ากับความจริง มองดูรอบๆ คูหาที่นอกจากมีเพชรล้ำค่ามากมายฝังอยู่ ยังตบแต่งด้วยเครื่องเรือนสวยงามล้ำเลิศทั้งเตียง ตู้ โต๊ะ ม้านั่ง มีทุกอย่างเพื่อความสะดวกสะบายครบครันสำหรับกักขังคนสักคนไว้จนตลอดชีวิต กักขังนางไว้กับอสูรตลอดกาล

แม้นอสูรจะพูดเหมือนให้อิสระที่จะไปไหนก็ได้ในยามกลางวัน แต่ฟองฟ้ารู้ดีว่านั่นไม่ใช่อิสระเพราะในท้ายสุดแล้วนางจะต้องกลับมารออสูรที่คูหาแห่งนี้ในทุกค่ำคืน เพื่อทำหน้าที่ของภรรยา หน้าที่ที่ไม่มีทางหนีพ้น

ฟองฟ้าดับเทียนลงเมื่อคิดว่าเห็นมากพอแล้ว กลับมานอนนิ่งที่เดิมด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายใจ ยอมให้เสียงสงัดเงียบของราตรีขับกล่อมเพื่อหวังว่าจะเคลิ้มหลับไปได้ในที่สุด แต่ไม่เป็นผล ดวงตานางยังคงเปิดอยู่ในความมืดแม้นว่าเวลาจะล่วงเลยจนกลางดึก

เมื่อไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ ฟองฟ้าก็ไม่คิดฝืนตัวเองอีกต่อไป นางลุกขึ้น จุดเทียนขึ้นมาใหม่เพื่อจะใช้มันส่องทางไปถึงผู้ที่ให้เทียนเล่มนี้กับนาง

อสูรเมตตาอ่อนโยน และให้จนนางละอายใจที่จะเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียว

ฟองฟ้าออกจากคูหาที่จัดเป็นห้องนอนของนาง พบพื้นที่ว่างขนาดใหญ่คล้ายห้องโถงและทางเดินแยกออกไปสามทาง หนึ่งในนั้นฟองฟ้าพอจะจำทิศทางได้ว่าเป็นทางที่อสูรอุ้มนางเดินเข้ามาจากหน้าปากถ้ำแม้นตอนนั้นจะมืดสนิทก็ตาม ฟองฟ้าเลือกไปตามทางนั้น เมื่อใกล้จะถึงปากถ้ำนางได้ยินเสียงขยับตัวเบาๆ อยู่ด้านนอก

“ฟองฟ้า”

แม้นเสียงแผ่วจากนอกถ้ำนั้นจะค่อนข้างแหบแต่เป็นเสียงของอสูรแน่นอน

“ใช่ ข้าเอง” นางตอบรับด้วยเสียงสั่นนิดๆ ถึงแม้นนางไม่เกรงกลัวอสูร แต่อดประหวั่นกับการที่ต้องใกล้ชิดแบบชายหญิงกับเจ้าบ่าวที่ไม่เคยเห็นหน้าไม่ได้

“หยุดอยู่ตรงนั้น แล้วดับเทียนซะ ” อสูรสั่งเบาๆ ก่อนที่นางจะก้าวออกมาจากถ้ำ

ฟองฟ้าทำตาม แม้นนางทำใจแล้วกับการทำหน้าที่ภรรยา และพร้อมเผชิญกับใบหน้าจริงของสามีในคืนนี้ แต่ถ้าอสูรไม่ต้องการให้เห็นหน้า นางคงไม่ดึงดันในตอนนี้

เมื่อแสงเทียนดับลง รอบตัวมืดมิดจนฟองฟ้ามองไม่เห็นแม้นกระทั่งมือตัวเอง นางยืนนิ่งไม่มีความคิดจะเดินไปไหนแม้ว่าอสูรจะไม่สั่งให้หยุด

“ออกมาทำไม” เสียงดังใกล้มากกว่าเดิม อสูรคงเดินกลับเข้ามาในถ้ำแล้ว

ฟองฟ้ากัดริมฝีปากตัวเองนิดหนึ่งก่อนกลั้นใจพูดสิ่งต้องการออกมา “ข้ามาตามท่าน”

อสูรเงียบไปจนฟองฟ้ารู้สึกหน้าเสีย แต่เพียงครู่เดียวก็มีเสียงเดินด้วยจังหวะหนักแน่นมาหยุดตรงหน้า พร้อมสายลมโชยอ่อนพัดเอื่อยพากลิ่นดอกไม้ป่าหอมแรงจากด้านนอกมากระทบหน้านางเบาๆ

“เจ้าฝืนใจมาหรือเปล่า” มีความดีใจเต้นเร่าเร้นอยู่ในน้ำเสียงเรียบของอสูร

“ข้าไม่ได้ฝืนใจ ข้าไม่อยากให้ท่านคิดว่าข้ารังเกียจรูปกายของท่าน ข้ารับรู้เรื่องนั้นมาแต่ต้น และยอมลงชื่อในสัญญาวิวาห์เอง”

“ข้าทำได้ไม่ดีเลยสำหรับงานวิวาห์ของเรา เขียนแค่ตัวอักษรไปสู่ขอเจ้า แล้ววิวาห์ด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียว เจ้าไม่พอใจข้าก็สมควรอยู่แล้ว”

“มันผ่านไปแล้ว ถ้าจะมีอะไรทำให้ไม่พอใจอีกก็คงเป็นเพราะท่านหนีเจ้าสาว”

ฟองฟ้าได้ยินเสียงอสูรหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แล้วร่างก็ถูกดึงเข้าไปสู่อ้อมกอดใหญ่โตของอสูร ฟองฟ้ารู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจ้อยเหลือเกินในวงแขนแกร่งราวปราการที่ไม่เคยมีผู้ใดทำลายลงได้ แต่ปราการนี้มีเลือดเนื้อ นางสัมผัสความร้อนผ่าวจากผิวหนังตึง ได้กลิ่นอายตัวแรงเข้มแบบผู้ชาย ได้ยินอาการเต้นตุบๆ ของหัวใจภายใต้แผงอกที่มีขนหนาสากระคายเต็มฝ่ามือ และตอนนี้เองที่รับรู้ว่ากำลังแนบร่างอยู่กับอสูรที่เปลือยเปล่าท่อนบน

“ไม่มีวันที่ข้าจะหนีเจ้าสาวคนนี้อีก”

อสูรกระซิบสัญญาพร้อมกับพรมจุมพิตนุ่มนวลไปทั่ววงหน้าของฟองฟ้า จากหน้าผาก สู่เปลือกตาทั้งสองข้าง เลยมาที่แก้ม แล้วมาหยุดนิ่งที่ริมฝีปากของนาง อสูรลากไล้ริมฝีปากไปตามแนวริมฝีปากของนางกลับไปกลับมาอย่างแผ่วบาง แต่ผลของมันทำให้นางสะท้านไปทั่วร่างจนต้องเผยอปากออก และในตอนนั้นลิ้นใหญ่ร้อนเปียกชื้นของอสูรก็แทรกเข้ามาไปในปากนางทันที เกี่ยวรัดพัวพันลิ้นของนางไว้ไม่ยอมปล่อย ซอกซอนลิ้มรสทุกซอกทุกมุมในนั้นอย่างถี่ถ้วน

“เจ้าหวานเหลือเกินฟองฟ้า”

“อสูร...” ฟองฟ้าคราง ไม่รู้หรอกว่ารสชาติตัวเองจะหวานถึงขนาดนั้น แต่รสชาติของอสูรแตกต่างสิ้นเชิง เหมือนเมรัยร้อนแรงที่นางเคยแอบบิดาดื่ม แค่เพียงจิบเดียวก็บาดลิ้นบาดคอจนสำลัก ร้อนวาบไปทั้งร่าง มึนงงอยู่ใต้ฤทธิ์น้ำมึนเมาที่ทำให้หลงลืมตน

“เรียกข้าว่าธนุส”

อสูรมีชื่อที่น่าฟัง ธนุส...ที่แปลว่า ธนู และธนูดอกนี้ช่างยิงได้ฉับไว ตรงจุดตาย

และฟองฟ้ากำลังจะตาย นางหายใจไม่ออกอีกครั้งเมื่อริมฝีปากของอสูรที่ผละออกไปเมื่อครู่ประกบแนบลงมาบนริมฝีปากนางใหม่ ครั้งนี้เพิ่มความเรียกร้องการตอบสนอง รุกเร้าแล้วชักชวนให้นางเข้าไปลิ้มรสชาติเข้มข้นของอสูรมากยิ่งขึ้น ฟองฟ้าใจสั่นระรัว เนื้อตัวร้อนซาบซ่านทรมานด้วยพิษเสน่หาที่นางไม่รู้วิธีบรรเทา

“ธนุส...ข้าเป็นอะไรไม่รู้ ร้อนไปทั้งตัว” นอกจากความร้อนกายที่แทบทานทนไม่ไหวแล้ว ใจของฟองฟ้ายังร้อนลุ่มผิดปกติด้วย

“เจ้าคงสูดกลิ่นดอกเสน่หาเข้าไป” เสียงของอสูรแสดงทั้งความตกใจและห่วงกังวล

“ใช่ ตอนท่านเดินเข้ามา ข้าได้กลิ่นดอกไม้ กลิ่นหอมจัด ท่านไม่ได้กลิ่นหรือ” นางพูดเสียงสั่น สมองเริ่มคิดอะไรไม่ออกนอกจากคิดแต่จะดับความรุ่มร้อนที่ทรมานจนใจเจียนขาดในตอนนี้

“พิษต่างๆ ไม่ว่าจากการกินหรือสูดดมทำอะไรข้าไม่ได้ทั้งนั้น แต่ข้ารู้วิธีถอนพิษเจ้า”

“ถอนพิษยังไง” ฟองฟ้าถามด้วยเสียงแหบแห้ง พยายามครองสติไว้ให้ได้

“พิษดอกเสน่หาต้องถอนด้วยการแช่น้ำในลำธารใกล้ๆ กับที่ต้นเสน่หาขึ้น มาเถิดฟองฟ้าข้าจะพาเจ้าไป”

ธนุสรีบประคองร่างร้อนจัด และสั่นระริกจากกลิ่นพิษของฟองฟ้าออกไปนอกถ้ำ คืนนี้เป็นคืนข้างแรมที่ดวงจันทร์มืดมิดจึงไม่ต้องกังวลว่านางจะเห็นใบหน้าจริงของเขาจากแสงจันทร์ ลำธารที่มีต้นเสน่หาขึ้นอยู่ใกล้ๆ อยู่ไม่ไกลจากถ้ำอสุรา แต่ก็ยังใช้เวลาเดินทางนานเกินไป ไม่ทันอาการกำเริบของพิษ

“ธนุส ช่วยข้าด้วย”

เสียงครางกระเส่าอย่างนั้น ธนุสรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร ผู้สูดกลิ่นดอกเสน่หาเข้าไปจะต้องการร่วมรักร่วมเสน่หาอย่างดิบเถื่อน ร้อนแรงต่อเนื่องไม่หยุดจนกว่าจะหมดเรี่ยวแรงทรงกาย หรือจนกว่าพิษจะจางหายไปเอง ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน

“ทนอีกหน่อยฟองฟ้า”

ธนุสได้กลิ่นดอกเสน่หาก่อนจะได้ยินเสียงฟองฟ้าจากถ้ำ เขารีบสั่งให้นางหยุด แต่คงช้าเกินไป ความสงสารแล่นวาบเข้ามาในใจ ไม่อยากให้ครั้งแรกของนางต้องชอกช้ำ เขาเตรียมที่จะรักนางอย่างทนุถนอมอย่างที่สุดทว่าคงไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการแล้ว

“ข้าทนไม่ไหวแล้วธนุส จูบข้าอีก จูบข้า” ฟองฟ้าแสดงออกมาทั้งคำพูด และร่างกายที่เบียดเข้าหาร่างของเขา

ธนุสต้องหยุดเดินกลางคัน ก้มลงไปจูบนางทันที นางตอบสนองอย่างที่เพิ่งโดนสอนไปเมื่อครู่และทำได้ดีจนผู้สอนเสียวสะท้าน ลิ้นน้อยๆ นั้นเกี่ยวพันลิ้นเขาพัลวัน หวานล้ำเร่าร้อนกระตุ้นให้ทุกส่วนในร่างกายธนุสตื่นระทึก โดยเฉพาะที่แก่นกายซึ่งตื่นตัวอยู่ก่อนแล้วยิ่งแกร่งกร้าวโผนทะยานดันแนบชิดหน้าท้องนาง

“ธนุส ธนุส”

เสียงหวานกระเส่าเรียกชื่อเขาไม่หยุด เหมือนคนหลงละเมอ ธนุสเริ่มละเมอหลงไปด้วยเช่นกัน และพอมือเล็กสะเปะสะปะลูบไล้ไปทั่วตัวเขาและเลยต่ำลงมาเกาะกุมลำแท่งเหยียดยาวแข็งปานเหล็ก สติของธนุสก็หลุดลอยจนแทบคว้าไม่อยู่ เขาต้องขบกรามแน่นจนเจ็บ อยากจะกระชากชุดยาวของนางตั้งแต่คอเสื้อให้ขาดแล่งลงมาตลอดความยาว เปิดเปลือยทุกสัดส่วนของร่างกายด้านหน้าเพื่อที่เขาจะได้ชำแรกแทรกเข้าไปในเวิ้งฉ่ำร้อน

แต่ถ้าร่วมรักกับนางเพราะกลิ่นดอกเสน่หา นางจะเจ็บปวดอย่างสุดพรรณนา ร่างกายนางไม่พร้อมจะรับความอลังการของเขา

“แข็งใจหน่อยยอดรัก ข้าร่วมรักกับเจ้าแน่แต่ไม่ใช่ตอนที่เจ้าถูกพิษอย่างนี้”

ธนุสบอกให้นางแข็งใจ และบอกตัวเองด้วย ปัดมือที่กำลังลูบไล้เขาอยู่อย่างแสนเสียดาย แล้วช้อนอุ้มนางขึ้น เพื่อพาตรงไปที่ลำธารให้เร็วที่สุด

ดวงตาของธนุสเป็นดวงตาของสัตว์นักล่ายามราตรี สามารถเห็นลำธารที่ไหลเป็นทางยาวคดเคี้ยวอยู่ในความมืดสนิทเบื้องหน้าได้ไม่ยาก ยิ่งเข้าใกล้ลำธารกลิ่นดอกเสน่หายิ่งฉุนแรงขึ้น ร่างในอ้อมกอดของเขาก็ยิ่งทุรนทุรายมากขึ้น

นางโน้มคอเขาลงมาจูบโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว บดเบียดอกนุ่มหยุ่นภายใต้อาภรณ์บางกับแผงอกเปลือยเปล่าของเขา และนั่นทำให้ความอดทนที่เหลือเพียงเส้นด้ายรุ่งริ่งเส้นสุดท้ายขาดผึงลง

ธนุสปล่อยร่างฟองฟ้าลงสู่พื้นริมธาร ถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นของทั้งนางและตัวเองออกจนเกือบเหมือนกระชากทิ้ง

โอ้! แม้จะเห็นร่างเปล่าเปลือยงามสะคราญได้ในความมืด แต่ธนุสอยากเห็นร่างอรชรของนางท่ามกลางแสงไฟเหลือเกิน อยากเห็นความยั่วยวน เร้าราคะด้วยดวงตาอย่างมนุษย์มิใช่ดวงตาของอสูรเช่นตอนนี้

แต่แค่นี้ก็ทำให้อสูรอย่างธนุสคลุ้มคลั่งด้วยกำหนัดหนักหน่วง และไม่คิดยั้งใจอีกแล้ว ธนุสจับตัวฟองฟ้าให้ยืนเผชิญหน้ากับเขาแล้วจับเอวคอดไว้ด้วยมือทั้งสองข้างยกตัวนางลอยขึ้นจนอกคู่งามมาอยู่ในระดับปาก นางเผลออุทานอย่างตกใจใช้ขาทั้งคู่เกาะเกี่ยวตัวเขาไว้เพื่อทรงตัว แต่ทำให้เขาถึงกับเสียวซ่านเมื่อเนื้อแท้ๆ เสียดสีกันไปมา

“ทำอะไรกับข้าก็ได้ธนุส ช่วยข้าด้วย”

“ข้าจะทำให้แล้วยอดรัก”

ฟองฟ้ากรีดเสียงร้องออกมาเมื่อปทุมถันข้างหนึ่งถูกริมฝีปากร้อนจัดของเขาครอบครองยอดทรวง เขาดูดดึงหัวนมนางเป็นจังหวะดุดันแต่ไม่ได้ทำให้เจ็บปวดจนทนไม่ได้ ต้องการให้นางซ่านเสียวแล่นลึกลงไปถึงกลางกาย เสียงกรีดร้องเปลี่ยนเป็นครวญครางเมื่อเขาย้ายมาดูดเม้มหัวนมอีกด้าน

“แรงอีก แรงกว่านั้น”

กลิ่นดอกเสน่หาทำให้นางเรียกร้องความรุนแรงที่ไม่ใช่วิสัย ธนุสไม่อยากรุนแรงให้เนื้ออ่อนๆ ชอกช้ำ แต่ความดิบเถื่อนของสัตว์ในตัวเขากลับร้องคำรามก้องอย่างสมใจ

“ได้สิ” ธนุสตอบโดยไม่รู้ตัว




บทที่ ๓

ฟองฟ้าเหมือนอยู่ท่ามกลางกองเพลิงซึ่งปะทุขึ้นมาจากตัณหาดำมืดที่เข้าควบคุมทุกอณูในร่างกาย ผลาญเผาทั่วร่างจนรู้สึกเจ็บปวดแทบดาวดิ้น มีเพียงสัมผัสของอสูรอย่างเมื่อครู่ที่พอบรรเทาความรวดร้าว แต่...มันยังไม่พอ ร่างกายที่ร้อนจัดเพราะพิษดอกเสน่หาต้องการมากกว่านั้น พร้อมรับแรงกระหน่ำของพายุสวาทกราดเกรี้ยวที่โหมใส่ไม่หยุดหย่อน ขอเพียงให้มันช่วยดับไฟที่กำลังเผาไหม้ภายในร่างนี้ได้

ยอดอกชูชันส่ายหาปากเปียกชื้นร้อนผ่าวของอสูร ซ่านสะท้านไปทั้งตัวเมื่ออีกฝ่ายสนองตอบด้วยการครอบปากลงมาเกือบครึ่งเต้าของทรวงข้างหนึ่ง ดูดดื่มหนักหน่วงอย่างตะกรุมตะกราม จนเมื่อหน่ำใจก็เปลี่ยนไปเสพรสชาติของทรวงอกอีกข้างต่อ คราวนี้อสูรมุ่งเลียไล้หัวนมที่หดจนเป็นไตแข็ง ขบเม้มแล้วปล่อย แล้วขบอีก แต่ละครั้งแรงขึ้นๆ จนคล้ายขบกัด ฟองฟ้าไม่อาจห้ามเสียงร้องครวญครางได้ ความเสียวซ่านแล่นพล่านไปทั่วกาย สู่จุดเร้นลับที่เปียกชุ่ม

“เจ็บหรือเปล่า” มีเสียงงึมงำถามด้วยความเป็นห่วงจากอสูร

“ไม่ ข้า...ชอบ”

แค่คำพูดนั้น สัมผัสของอสูรก็ราวกับพายุคลั่งที่ควบคุมไม่อยู่ แต่ฟองฟ้ากลับไม่ตระหนก ตรงกันข้ามนางปรารถนาความดุดันเช่นนั้น รับรู้โดยธรรมชาติว่ามีแต่สิ่งนี้ที่จะปลดปล่อยนางจากความทรมานได้

“ข้าต้องการท่าน...ช่วยข้าด้วย” นางร้องขอเสียงแผ่วหวิว

“อย่างนี้ใช่ไหม”

อสูรบอกเสียงเข้ม มือยังช้อนบั้นท้ายเพื่ออุ้มฟองฟ้าไว้ แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการค่อยๆ แทรกนิ้วสอดลึกเข้าไปในความฉ่ำเยิ้มของนาง ช่องทางสวาทร้อนผ่าวที่ไม่เคยมีการล่วงล้ำบีบตัวรุนแรง

“โอ้ว!” นางกรีดร้องโอบรอบคอของอสูรแน่นขึ้น

“อย่างนี้ล่ะ ใช่ไหม”

เสียงของอสูรยิ่งทวีความเข้มข้นขณะสอดอีกนิ้วเพิ่มเข้าไปในช่องทางฉ่ำร้อน ชักนิ้วเข้าออกเป็นจังหวะเนิบนาบ หมุนวนจนนวลเนื้อตรงนั้นร้อนวูบวาบ และเปียกชุ่มยิ่งกว่าเดิม ทรมานยิ่งกว่าเก่า

“ช...ใช่”

ฟองฟ้าครวญคราง ขยับสะโพกขึ้นลงเสียดสีกับนิ้วทั้งสองของอสูรอย่างควบคุมตัวไม่อยู่

“ยังมีมากกว่านี้อีก เจ้าต้องการไหม” คราวนี้เสียงของอสูรกร้าวจัดเหมือนกำลังอยู่ในอารมณ์ใกล้เดือดพล่าน ดันนิ้วเข้าไปให้ลึกที่สุด

“ต้องการ” ฟองฟ้าแทบจำเสียงของตัวเองไม่ได้ มันแหบกระเส่า เร่าร้อนด้วยกำหนัด

อสูรไม่พูดอะไรอีก อุ้มนางก้าวเดินไป ทั้งที่นิ้วทั้งสองยังคาอยู่ข้างใน ฟองฟ้าครางออกมาอีกรับกับทุกจังหวะของการเคลื่อนไหวอันรัญจวน

ร่างของฟองฟ้าถูกวางลงนอนราบบนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งโดยมีร่างใหญ่คร่อมนางไว้ แม้นจะมืดและสติลางเลือนแต่ฟองฟ้าพอจะรับรู้ได้ว่าหินก้อนนั้นตั้งอยู่กลางสายน้ำ

“ข้ามันบ้าไปแล้ว ข้าทำกับเจ้าอย่างนี้ได้ยังไง” อยู่ๆ อสูรก็พูดด้วยเสียงแหบพร่า น้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความเสียใจอย่างที่สุด

ถ้าฟองฟ้ายังครองสติอยู่ได้นางคงจับความรู้สึกนั้นได้ แต่นางขาดการรับรู้แล้ว ฟองฟ้าผวาตามนิ้วมือที่ถอนออกไป ร้อนรุ่มหาการเติมเต็มจากอสูร “อย่าหยุด”

“ต้องหยุดแล้วคนดี ต้องถอนพิษดอกเสน่หาให้เจ้าก่อน”

“ไม่เอา ไม่ต้องถอนพิษ ข้าต้องการแต่ท่าน”

ฟองฟ้าออดอ้อน มือยื่นออกไปกอดรัดร่างเปลือยเปล่าเบื้องหน้า ผิวกายของอสูรที่นางสัมผัสนั้นเรียบตึงแน่นด้วยมัดกล้าม มีกลุ่มขนกระจายทั่วด้านหน้า โดยเฉพาะที่แผงอกกว้าง และหน้าขาทั้งสอง ให้ความรู้สึกสากระคายยามเนื้อตัวแนบชิดแต่กลับกระตุ้นเร้าอารมณ์เสน่หาให้วาบหวามขึ้นมา

“ข้าก็ต้องการเจ้าจนใกล้คลั่งแล้ว แต่ไม่ใช่ตอนเจ้าไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างนี้” อสูรขืนตัวไม่ให้ถูกดึงร่างลงไปอีก

“ไม่ อย่าปล่อยข้าไว้อย่างนี้ คนใจร้าย” นางร้องเสียงสั่นต่อว่า พยายามไขว่คว้าร่างของอสูรกลับมา

“เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าอยากเป็นคนร้ายขนาดไหน อยากถือโอกาสรับทุกอย่างที่เจ้าเสนอ แต่ข้าก็ทำจนถึงที่สุดไม่ได้”

“ทำอย่างที่ท่านอยากทำ” ฟองฟ้ากระซิบเว้าวอน พิษดอกเสน่หาจุดไฟกำหนัดโหมแรงไม่หยุด ปลุกผู้หญิงเร่าร้อนรักที่แอบซ่อนอยู่ในตัวฟองฟ้าขึ้นมา ผู้หญิงคนนั้นลูบไล้มือไปทั่วแผ่นหลังใหญ่หนาของอสูร เสียดสีด้านหน้าของเจ้าบ่าวที่ไม่ยอมให้เห็นหน้าด้วยเนื้อตัวของนางเอง

“เจ้าไม่พร้อมรับสิ่งที่ข้าอยากทำหรอกฟองฟ้า”

“ทำให้ข้าพร้อมซิ”

“ถ้าทำอย่างนั้นข้าอาจจะหยุดตัวเองไม่ได้อีกแล้ว”

“ได้โปรด” ฟองฟ้าดิ้นเร่าอย่างทรมาน พิษกำหนัดเล่นงานจนแทบหมดสิ้นสติ นางคลำมือสะเปะสะปะไปตามตัวของอสูรจับโดนความอวบใหญ่ขนาดท่อนแขนเด็กอย่างไม่ตั้งใจ ในวูบแรกฟองฟ้าอยากจะรีบชักมือหนี แต่ผู้หญิงอีกคนในตัวนางรั้งไว้

“โอ้!” นางกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ประหวั่นใจกับความยิ่งใหญ่ที่อาจฉีกนางออกได้ ทว่ายังคงลูบไล้ไม่หยุด และทำให้อสูรเป็นฝ่ายครวญครางไม่หยุดบ้าง

“ฟองฟ้า ถึงข้าจะต้องเสียใจไปชั่วชีวิตเพราะสิ่งนี้ ข้าก็ยอม”

อสูรกระซิบบอกด้วยเสียงแหบโหย ก่อนร่างใหญ่ทมึนค่อยๆ เลื่อนตัวต่ำลงไป พร้อมประทับจูบเปียกร้อนไล่ลงตั้งแต่กลางร่องอก ผ่านหลุมเล็กๆ ของสะดือ มาที่ท้องน้อย และมาหยุดบนเนินลับนูนโค้งซึ่งปกคลุมไปด้วยปุยขนหนานุ่มราวกับเส้นไหม หัวใจฟองฟ้าเต้นระรัว

เมื่อขาโดนจับแยกกว้างแล้วถูกดันให้งอเข่าขึ้น เปิดโล่งถึงแก่นลึกของความเป็นหญิงเป็นครั้งแรก

เสียงลมหายใจฟืดฟาดขาดเป็นห้วงๆ ของอสูรดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบสงัดและมืดสนิท

ในไม่ช้าไม่เพียงแค่ได้ยินเสียง ฟองฟ้ายังรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นเป่ารดลงมากลางกลุ่มขน ตรงใจกลางแห่งความรวดร้าวทรมานของนาง
แล้วความทุรนทุรายไร้ทางออกในกองเพลิงกำหนัดจากฤทธิ์ดอกไม้พิษเริ่มถูกปลดปล่อยด้วยปลายลิ้นของอสูร เจ้าบ่าวที่ไม่เคยเห็นหน้าลากเลียไล้ลิ้นปาดขึ้นปาดลงไปทั่วรอยแยกที่เคยปิดสนิทกลางกายนาง ฟองฟ้าสะท้านไหวไปทั่วร่าง จิกปลายเท้าลงบนเนื้อหินแข็งเยียบเย็นเมื่อลิ้นนั้นตวัดไปที่ติ่งอ่อนไหว แล้วรวบมาดูดหนัก ฟองฟ้ากรีดร้องลั่น ร่างแอ่นหยัดขึ้นด้วยความเสียวกระสันรุนแรงเมื่อลิ้นนั้นปักแทรกเข้าไปในช่องทางสวาทฉ่ำเยิ้ม แล้วโลกในความมืดก็ระเบิดพร่าเป็นแสงสีรุ้งพร่างพราย

“หวานเหลือเกิน”

อสูรพร่ำพูดไปด้วย เล็มเลียทุกหยาดหยดจากความปรารถนาของนางจนไม่หลงเหลือ

รสชาติหวานล้ำคละคลุ้งด้วยกลิ่นรักหอมรัญจวนปลุกเร้าอสูรร้ายในตัวธนุสให้ตื่นคะนอง กระหายได้เสพรสสวาทที่เรื้อร้างมาหลายร้อยปี
กลิ่นที่ร้ายเสียยิ่งกว่ากลิ่นดอกเสน่หาที่แค่ควบคุมกาย แต่กลิ่นเช่นนี้ รสชาติเช่นนี้ ควบคุมได้ทั้งกายหยาบและหัวใจส่วนละเอียดอ่อนไหวที่อสูรเช่นเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองมี

ธนุสจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งเสน่หา แหวกว่ายอยู่ในสายธารอารมณ์ที่เดือดพล่าน ใกล้หมดแรงจะประคองตัวไม่ให้ถูกกลืนหายไปในวังวนราคะที่กำลังเปิดรอรับเขาอยู่เบื้องหน้า

แค่เพียง...แทรกตัวเข้าไป เริงกายในความฉ่ำชุ่มผ่าวร้อนของมนุษย์ผู้หญิงคนแรกที่เขาหลงรัก

แต่...เขาเริงใจได้หรือกับการครอบครองผู้หญิงที่ตกอยู่ภายใต้พิษเสน่หา ไม่สามารถควบคุมตัว และที่สำคัญไม่ได้รักเขา มันเจ็บปวดนักกับการมีรูปกายชั่วช้าเฝ้าถวิลหาความรักจากหญิงงามเลิศในหล้า ทว่าเจ็บยิ่งกว่าถ้าต้องรู้สึกว่าถูกรังเกียจจากนางเมื่อปล่อยให้ดำฤษณาพาเตลิดไปไกล

เขารอได้

ไม่ใช่ซิ! เขาต้องรอให้ได้

“ธนุส อย่า...หยุด ได้โปรดอย่าหยุด ข..ข้า...รู้สึกทรมานอีกแล้ว มันยิ่งกว่าเดิม ช่วยข้าด้วย...ช่วยด้วย”

ผู้ที่รอไม่ได้คือ นาง

ต้นขาทั้งสองที่เขาจับแยกออกอยู่ตอนนี้สั่นระริกขึ้นมาอีก สะโพกนางยกส่ายตามลิ้นของเขาพร้อมกับเสียงครางกระเส่า

“อย่าทรมานข้าเลย ข้าพร้อมแล้ว” ฟองฟ้าเว้าวอน

“ข้าเองก็ทรมาน” เขาขบกรามแน่นจนเจ็บ

“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าหยุด อย่าหยุด”

เนื้อตัวนางตรงหน้าเขาร้อนจัดเหมือนกำลังจะมอดไหม้จากไฟกำหนัด

“ไม่มีวันหยุด ไม่หยุดรักเจ้า”

แล้วธนุสก็ทำเช่นนั้นจริงๆ เขาไม่มีวันหยุดรักนาง ไม่มีวันทำร้ายนาง ธนุสกลับร่างตัวเองลงไปนอนราบบนหินแข็งกระด้างเย็นเฉียบแทนฟองฟ้า จับร่างอรชรขึ้นมานั่งคร่อมบนใบหน้าเขา

“ใช้ลิ้นของข้าฟองฟ้า บรรเทาความปวดร้าวของเจ้าด้วยลิ้นของข้า”

ลิ้นใหญ่โตของเขาตั้งรออยู่แล้ว ใช้สองมือจับเอวนางเพื่อพยุงไว้เมื่อนางค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่ละน้อย ทีละน้อย

“โอ้ว!”

เสียงครวญครางของฟองฟ้าดังไม่หยุด เริงร่ายระบำพิศวาสอยู่บนปลายลิ้นของเขา นางใช้สะโพกร่ายรำด้วยจังหวะเนิบนาบในช่วงต้น ขึ้นลง...ขึ้นลง แล้วส่ายวนตามดนตรีอารมณ์ที่ไร้เสียง แต่ทั้งเขาและนางได้ยินท่วงทำนองร่านร้อนอึงอลอยู่ในหัว

จังหวะพิศวาสส่งความเสียวเสียดล้ำลึก กระตุ้นสายธารรักเนืองนองชุ่มลิ้นของเขาอีกครั้ง เขากวาดลิ้นกว้างไปทั่วโพรงร้อนจัด อิ่มอาบกับความรู้สึกซ่านสะท้านที่นางส่งผ่านมา

“ใช่ธนุส ทำอย่างนั้น”

นางไม่ปิดบังสิ่งที่ต้องการ เปิดเปลือยอารมณ์อย่างไม่อับอาย และเขาชอบที่จะให้มันเป็นเช่นนี้ไปตลอดแม้นในยามที่นางกลับคืนสติ
เขาชอบเหลือเกินที่เสียงหวานกระเส่ากระซิบบอกว่าอยากให้สัมผัสอย่างไร ตรงไหน ขนาดไหน

“ได้โปรด”

นางบดเบียดสะโพกกับหน้าของเขา ร้อนแรงด้วยความต้องการที่ลุกโชนด้วยพิษดอกเสน่หาที่ยังคงแผ่ซ่านไปทั่วประสาทสัมผัส เขาน่าจะพานางลงแช่ในลำธารที่อยู่แค่ปลายเท้าเพื่อบรรเทาพิษร้าย แต่ธนุสก็ยังไม่ทำ

ขอเวลาให้ได้ลิ้มรสหวานอีกหน่อย ปลดปล่อยนางจนสะเทิ้มไปทั่วกายอีกหน แล้วเขาจะพอสำหรับค่ำคืนนี้

ธนุสจับสะโพกแน่นหนั่นเต็มมือไว้มั่น ดูดดึงติ่งอ่อนไหวของนางเข้ามาไว้ในปาก ดูดจนมันเห่อบวม แต่เขาไม่หยุดแม้นว่าจะได้ยินเสียงครางราวกับกำลังเจ็บปวดของฟองฟ้า เขาดูดมันอีก แล้วตามด้วยการรัวลิ้นที่ปลายไวสัมผัสของติ่งกระสันนั้นอย่างดุดัน

นางบิดร่างไปมาบนหน้าเขา กระแทกร่างหาเขาที่สอดลิ้นเข้าไปพอดี เสียงร้องกรีดยาวดังขึ้นอีก ช่องทางสวาทบีบรัดลิ้นของเขาแน่น ก่อนร่างท่อนบนของนางจะซวนซบลงมาเหนือศรีษะเขา

โอ้! เขาต้องการความร้อนระอุ ชุ่มฉ่ำนั้นมาล้อมรอบบีบตอดความต้องการที่เหยียดขยายหนักอึ้งตรงกลางตัวของเขาเหลือเกิน เขาต้องการจนเจ็บปวดไปทั้งหน้าขา ทนทุกข์ทรมานด้วยกลิ่นรักจากฟองฟ้าที่ร้ายแรงยิ่งกว่ากลิ่นดอกเสน่หา

เขาต้องเยียวยาความต้องการกร้าวแข็งปานท่อนเหล็กกล้านี้บ้าง ไม่เช่นนั้นมันอาจบ้าคลั่งจนคุมไม่อยู่

ธนุสดึงร่างที่อ่อนแรงของฟองฟ้าให้ลงมานอนทับบนตัว ให้รอยผ่าร้อนผ่าวที่ยังมีสายธารสวาทไหลเยิ้มออกมาไม่ขาดสายทาบไปตามลำท่อนอลังการของเขา ใช้ความฉ่ำเยิ้มของนางอาบตัวเขา

“ลื่นตัวเจ้าไปมานะยอดรัก”

นางลื่นตัวเสียดสีไปตามความยาวที่เกินมนุษย์ธรรมดาของเขาอย่างว่าง่าย น้ำสวาทของนางทำให้การไถลลื่นเป็นไปอย่างซ่านทรวงแต่ละการเสียดสี ทำให้เขาเสียดลึกไปถึงช่องท้อง เสียวกระสันจนอดครวญครางออกมาไม่ได้

“ใช่แล้วยอดรัก เร็วขึ้นอีก แรงขึ้นอีก ” คราวนี้เป็นเขาที่ร้องขอ

“ธนุส ข้าต้องการท่านอีกแล้ว ข้าต้องการทั้งหมดนี้ ให้ข้านะ ให้ข้า”

“ฟองฟ้า ไม่ได้ มันใหญ่เกินไปสำหรับเจ้า มันจะทำร้ายเจ้า”

“ข้ารับได้”

“อย่า”

เสียงห้ามของเขาแทบไม่รอดออกมาจากลำคอเมื่อนางจับส่วนหัวของแก่นกายเขาไปจรดจ่อที่ปากช่องทางสวาท

“ท่านต้องการข้าไม่ใช่หรือธนุส”

เนื้อนุ่มคับแคบร้อนผ่าวค่อยๆ ครอบคลุมปลายลำที่เบ่งบานของเขา

“ฟองฟ้า อย่าทำอย่างนั้น”

ปากบอกว่าอย่าแต่สะโพกกลับดันขึ้น

“ข้าอยากทำ”

นางกดตัวลงมาอีก มีเสียงครางเบาๆ จากทั้งตัวเขาและนาง สติของธนุสเริ่มหลุดลอยเพราะฟองฟ้าเริงร้อนเกินฉุดรั้งอยู่ เขาพยายามแล้ว พยายามอย่างมากด้วย

“ฟองฟ้า ข้าไม่ไหวแล้ว”

อสูรในกายธนุสส่งเสียงคำรามลั่น และนั่นคือการยอมรับความพ่ายแพ้เมื่อเป็นเขาเองที่จับสะโพกของนางกระแทกลงมา เสียบสอดความใหญ่อลังการเข้าไปในช่องทางสวาทที่รอคอย
 
ส่งข้อความส่วนตัว
ไปยังฟอรั่ม:
แสดงผลในเวลา: 0.05 วินาที
232,981 ผู้เยี่ยมชม